• อังคาร. ก.ค. 5th, 2022

เว็บดูหนังผ่านมือถือ tablet คอมที่ดูฟรี พร้อมแนะนำหนังใหม่

แนะนำแหล่งดูหนังใหม่ “เว็บดูหนังออนไลน์” แบบถูกลิขสิทธิ์ จ่ายรายเดือนไม่แพง แถมฝ. … ในยุคที่ทุกๆอย่างนั้นเป็นอิเล็กทรอนิกส์ การเติบโตของเทคโนโลยีมีมากเพิ่มขึ้น … ผ่านออนไลน์ด้วย Smart Phone, Smart TV เว็บดูหนังผ่านมือถือ Tablet

ด่วน ศาลฎีกา แก้โทษ “ลุงวิศวะ” ติดตะราง 3 ปี 4 เดือน รอคอยการลงโทษ 3 ปี

ByPenny Carroll

มิ.ย. 18, 2021

ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาลับหลัง พิพากษ์แก้โทษ “ลุงวิศวะ” ติดตะราง 3 ปี 4 เดือน ให้รอคอยการลงอาญาไว้ 3 ปี คุมพฤติกรรม 2 ปี รายงานตัวต่อบุคลากรคุมกระทำ ทุก 3 เดือน

กรณี เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 เดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดหมายอ่านคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกา คดีที่ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 56 ปี วิศวกรบริษัทฯ เป็นเชลยในข้อผิดพลาดฐานนำเอาอาวุธปืนไปในที่ส่วนรวมโดยไม่มีเหตุอันควร แล้วก็ข้อผิดพลาดฐานฆ่าคนอื่นโดยจงใจ โดยก่อเหตุยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จากเหตุวิวาทเรื่องที่จอดรถ เหตุกำเนิดใกล้ตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี เมื่อค่ำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษ์ว่า เชลยมีความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยจงใจ ติดตะราง 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม อาจติดตะราง 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อาจปรับ 2,000 บาท รวมติดตะราง 10 ปี แล้วก็ปรับ 2,000 บาท ให้เชลยชดเชยค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

โดย นายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายความฝ่ายผู้เสียชีวิต ได้เป็นผู้แทนฝ่ายโจทย์ผู้เสียหาย เดินทางมารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในเวลา 09.40 น. โดยผู้พิพากษาท่านได้รอคอยทั้งยังเชลยแล้วก็ทนายความฝ่ายเชลย จนถึงเวลาผ่านพ้นไปเกือบ 10.30 น. ไม่มีวี่แววว่าเชลยแล้วก็ทนายความฝ่ายเชลย จะเดินทางมาตามนัด แล้วก็มีท่าทีจะติดต่อกลับมา ทางผู้พิพากษา ก็เลยปฏิบัติตามวิถีทางที่ถูกต้องแห่งกฎหมายเป็น สั่งยึดยึดรับรองจำนวน 874,000 บาท พร้อมออกหมายจับ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ โดยข้างใน 1 เดือนถ้าหากจับกุมตัวได้ก็จะคุมตัวมาฟังคำพิพากษา แต่ว่าถ้าหากยังตามจับกุมตัวมิได้ ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในวันที่ 17 มิถุนายน นั้น

ความก้าวหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2564 ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดหมายอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีอาญาเลขลำดับแดงที่ 3544 / 2561 ระหว่าง บุคลากรอัยการจ.ชลบุรีโจทก์ นางสาวมณีพร ผึ้งผาย โจทก์ร่วม นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ เชลย คดีต่อเนื่องมาจากตอนวันที่ 4 กันยายน 2560 บุคลากรอัยการจ.ชลบุรีเป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ เป็นเชลย ในข้อผิดพลาดฐานฆ่าคนอื่นโดยจงใจ พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือถนนสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรแล้วก็โดยมิได้รับใบอนุญาต จากในกรณีที่เชลยใช้อาวุธปืนยิงนายนวพลหรือปอนด์ ผึ้งผาย ถึงแก่ความตาย เหตุกำเนิดตอนวันที่ 4 ก.พ. 2560 ที่รอบๆแยกครกใหญ่ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จ.ชลบุรีหรือเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า “คดีลุงวิศวะยิงนักเรียน ม.4” ซึ่งเชลยให้การยอมรับสารภาพในข้อผิดพลาดฐานพาอาวุธปืนฯ ส่วนข้อผิดพลาดฐานฆ่าคนอื่นโดยจงใจ เชลยให้การต่อสู้อ้างเหตุคุ้มครอง

ศาลชั้นตันมีคำพิพากษาว่า เชลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้วก็ฆ่าคนอื่นโดยจงใจตามฟ้อง ฐานฆ่าคนอื่นโดยจงใจ ติดตะราง 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม อาจติดตะราง 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อาจปรับ 2,000 บาท รวมติดตะราง 10 ปี แล้วก็ปรับ 2,000 บาท ชูคำอ้อนวอนร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้อง ให้เชลยชดเชยค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องโจทก์แล้วก็เชลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษ์ยืนเชลยฎีกาศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีความเห็นว่า สาเหตุคดีเริ่มต้นเมื่อพวกของคนเสียชีวิตจอดรถยนต์ตู้ซ้อนคันกับรถยนต์ของเชลย โดยมิได้สนใจว่ารถยนต์ของเชลยที่จอดริมฟุตปาทจะออกไปได้หรือไม่ เมื่อภริยาเชลยบอกกล่าวว่ารถยนต์ของเชลยกำลังจะออก แต่ว่าพวกของคนเสียชีวิตไม่ขยับให้ กลับบอกให้รอก่อน การจอดรถยนต์ซ้อนคันขัดขวางออกถนนหนทางของรถยนต์คันอื่น ทั้งยังไม่ยอมรีบขยับรถยนต์ให้รถยนต์คันที่ตนจอดขวางอยู่ออกไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปปฏิบัติกัน สถานะการณ์แบบนี้ คนธรรมดาทั่วไปไม่ว่าใครก็ตามพบเห็น ย่อมจำต้องรู้สึกโกรธเป็นปกติ เชลยกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพหลายครั้ง แต่ว่ามีเพียงถ้อยคำเดียวที่พวกของคนเสียชีวิตได้ยินก่อนจะพากันขึ้นรถยนต์ตู้ไป ส่วนถ้อยคำไม่สุภาพอื่นเชลยกล่าวในรถยนต์ของตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้พวกของคนเสียชีวิตรู้สึกว่าจะต้องเอาเรื่องกับเชลย ทั้งยังสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงแต่ทำให้เชลยเสียเวล่ำเวลาไปบ้างเล็กน้อย ก็เลยไม่ใช่เรื่องสำคัญโตถึงกับขนาดจำต้องฆ่ากัน น่าเชื่อว่า ขณะที่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนออกจากรอบๆหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้ง ทั้งสองฝ่ายมิได้มีความคิดที่จะเอาเรื่องอีกฝ่ายด้วยเหตุว่าเหตุจากการทะเลาะวิวาทกัน ส่วนสถานะการณ์ระหว่างทางตั้งแต่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายออกจากร้านขายอาหารทะเลแห้ง จนถึงเวลาก่อนจะถึงแยกครกใหญ่ พวกของคนเสียชีวิตเพียงแต่เปิดไฟสูงใส่เชลย มิได้ขับแข่ง ขับแซง หรือปาดหน้า ทั้งที่อยู่ในวิสัยซึ่งสามารถปฏิบัติได้โดยง่าย ส่วนฝ่ายเชลย ความประพฤติข้างในรถยนต์บ่งบอกถึงได้ว่า หลังจากออกจากหน้าร้านขายอาหารทะเลแห้งไม่นาน เชลยแล้วก็ภริยาต่างยับยั้งความขุ่นเคืองได้แล้วก็เกรงว่าจะถูกฝ่ายคนเสียชีวิตรังควาน ก็เลยมีความคิดจะไปวิงวอนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบุคคลอื่น เมื่อรถยนต์ของทั้งสองฝ่ายไปถึงแยกครกใหญ่ เชลยมิได้ขับขี่รถปาดหน้ารถยนต์พวกของคนเสียชีวิตเพื่อไปจอดรถยนต์ที่ริมฟุตปาท แล้วก็มิได้มีความประพฤติยุให้คนภายในกลุ่มคนเสียชีวิตมาวิวาทต่อสู้กันอีก เมื่อมีคนภายในกลุ่มของคนเสียชีวิตผู้คนจำนวนมากอยู่ล้อมรถยนต์ของเชลย คนเสียชีวิตลอดหัวเข้ามาในรถยนต์ของเชลย กล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “มึงจะรบเปล่า” หลายครั้ง แล้วก็มีความน่าจะเป็นไปได้สูงที่คนเสียชีวิตจะเข้ามารังควานเชลยในชั่วเวลาอีกไม่นาน ขณะเดียวกันเชลยยังถูกพวกของคนเสียชีวิตชกจากทางข้างหลัง ย่อมถือว่าเป็นเป็นอันตรายซึ่งมีต้นเหตุจากการทำร้ายร่างกายอันละเมิดต่อข้อบังคับแล้วก็เป็นภัยอันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตแล้วก็ร่างกายของเชลยแล้ว ประกอบกับเชลยนั่งอยู่ที่ที่นั่งคนขับอันเป็นการอยู่ในที่จำกัดแล้วก็เคลื่อนไหวร่างกายได้ยาก การที่เชลยใช้อาวุธปืนยิงออกไป ก็เลยเป็นทางเดียวที่จะให้เชลยพ้นจากการเช็ดกรังควาน โดยคนเสียชีวิตแล้วก็พวกได ถือว่าเป็นความประพฤติปฏิบัติของเชลยเป็นการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองตนให้พ้นภัยอันตรายที่เกิดขึ้นมาจากการทำร้ายร่างกายอันละเมิดต่อข้อบังคับแล้วก็เป็นภัยอันตรายที่กำลังจะถึง แต่ว่าเมื่อเชลยเห็นอยู่แล้วว่าคนเสียชีวิตแล้วก็พวกไม่มีอาวุธ ถ้าหากเชลยเพียงพกอาวุธออกมาข่มขู่ว่าจะยิง หรือยิงออกไปโดยไม่จำเป็นจำต้องให้ถูกคนเสียชีวิตหรือยิงไปที่อวัยวะอื่นที่ไม่จำเป็นของคนเสียชีวิต ก็ย่อมเพียงพอที่จะยับยั้งมีให้คนเสียชีวิตแล้วก็พวกเขามารังควานได้แล้ว แต่ว่าเชลยกลับใช้อาวุธที่ทรวงอกซ้ายของคนเสียชีวิต แม้ยิงเพียงนัดหมายเดียวก็ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับภัยอันตรายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นความประพฤติปฏิบัติของเชลยก็เลยเป็นความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยคุ้มครองเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ปรากฏว่าเชลยเคยถูกลงโทษติดตะรางมาก่อน เหตุคดีนี้มีต้นเหตุจากฝ่ายคนเสียชีวิตจอดรถยนต์ขัดขวางรถยนต์ของเชลยจนถึงสถานะการณ์ลุกลามบานปลาย อันเป็นข้อผิดพลาดของฝ่ายคนเสียชีวิตด้วยส่วนใดส่วนหนึ่ง การรอคอยการลงอาญาให้แก่เชลยน่าจะเป็นคุณประโยชน์แก่เชลยแล้วก็สังคมส่วนกลางมากกว่าการลงอาญาติดตะรางไปพลาดท่าเดียว

พิพากษ์แก้เป็นว่า ฐานฆ่าคนอื่นโดยคุ้มครองเกินสมควรแก่เหตุ ติดตะราง 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม อาจติดตะราง 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในข้อผิดพลาดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมติดตะราง 3 ปี 4 เดือน แล้วก็ปรับ 2,000 บาท โทษจำตารางให้รอคอยการลงอาญาไว้ 3 ปี คุมพฤติกรรม 2 ปี รายงานตัวต่อบุคลากรคุมกระทำทุก 3 เดือน ให้เชลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการหยุดควบคุมสติที่เกิดขึ้นมาจากการใช้รถยนต์ใช้ถนนหนทางแล้วก็ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีระบุ 30 ชั่วโมง

โดยทางฝ่ายทนายความแล้วก็มารดาของคนเสียชีวิต ได้เผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ก็ไม่มีอะไรแล้ว มันนานมาแล้วก็สารภาพคำตัดสินของศาล ส่วนทางแพ่งก็ดังเดิม เขาจำต้องมาชดเชย แล้วก็วันนี้คำพิพากษาก็เป็นไปตามที่ศาลท่านไตร่ตรอง เชลยไม่มาก็มีการปรับไปแล้ว ส่วนทางแพ่งก็รอดูเขาว่าจะมาชดเชยเมื่อไหร่ เพื่อเป็นไปตามอำนาจศาล